นักดื่มรอข่าวดี อาจได้ปลดล็อกขยายเวลาขายเหล้า-เบียร์ หวังกระตุ้นเที่ยวไทย และเศรษฐกิจ ถ้านายทุนได้ประโยชน์ ประชาชนได้อะไร นอกจากได้เมา?

1284
0
Share:

นักดื่มรอข่าวดี อาจได้ ปลดล็อก ขยายเวลา ขายเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ -เบียร์ หวังกระตุ้นเที่ยวไทย และเศรษฐกิจ ถ้านายทุนได้ประโยชน์ ประชาชนได้อะไร นอกจากได้เมา?

บรรดานักดื่ม สาย(ปาร์)ตี้ทั้งหลายคงเตรียมลุ้นกันตัวโก่ง เพราะเร็วๆ นี้ คณะกรรมการน้ำเมา (คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ) บ้านเราก็เตรียมที่จะตั้งโต๊ะ หารือพิจารณากฎหมายว่าด้วยสุรากันอีกรอบ ในประเด็นของการ “ขยายเวลาเปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ในช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น ที่ยังถูกกำหนดให้ห้ามขายไว้ โดยมีการนำมาเชื่อมโยงกับการส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยว โดยเฉพาะหลังจากที่มีการเปิดฟรีวีซ่าถาวรให้กับนักท่องเที่ยวจีน โดยหวังว่าเหล่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้เห็นจุดเด่นที่มีอยู่ในบ้านเรา ให้ชักชวนญาติพี่น้อง ผองเพื่อน ให้กลับมาเที่ยวไทยเพราะมีดีที่ปาร์ตี้มันส์กระจาย น่ากลับมาเที่ยวอีกสักครั้ง

ต้นเรื่องปลุกกระแสให้บรรดานักดื่มตื่นเต้น นั่นก็คือคุณชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ (ครปอ.) ที่ได้ออกมาเปิดเผยว่าจะมีการนำเรื่องการขอขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาพิจารณาอีกรอบ ในวันที่ 15 ก.พ. ที่จะถึงนี้

โดยคุณชูวิทย์บอกว่าได้เห็นวาระการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในวันที่ 15 ก.พ. ที่จะถึงนี้ และพบด้วยว่ามีเรื่องน่าแปลกใจมากๆ คือการพิจารณาในวาระที่ 4 เรื่องการขอขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นไปได้ว่าจะเป็นการยกเลิกเวลาห้ามขายทั้งหมด ที่ผ่านมาทำเรื่องสถานบริการเปิดได้ถึงตี 4 มาแล้ว คิดไม่ถึงว่านายกรัฐมนตรีจะเดินหน้าเรื่องนี้จริงๆ เพราะข้อเสนอนี้เป็นของกลุ่มนายทุนธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และร้านเหล้าผับบาร์ แต่ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทำ จึงชัดเจนว่าการขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงตี 4 ใน 5 พื้นที่ ที่ผ่านมานั้นเป็นเพียงการสับขาหลอกของรัฐบาล โยนหินถามทาง เพื่อนำมาสู่การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตลอดเวลา

โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นความชัดเจนว่าการขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงตี 4 กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ได้คุ้มเสียหรือไม่ แต่จู่ๆกลับเร่งเดินหน้าขยายเวลาขายเหล้าเบียร์ ซึ่งอาจจะไปถึงการขายตลอด 24 ชั่วโมงแบบเอาใจทุนน้ำเมาสุดๆ

คุณชูวิทย์กล่าวด้วยว่าทุกวันนี้บ้านเรามีจุดขายเหล้าเบียร์มากกว่า 580,000 จุด และที่แอบขายอีกมหาศาล ดังนั้นหากอนุญาตให้ขยายเวลาจำหน่ายมากขึ้น คาดว่าจะส่งผลให้คนไทยบาดเจ็บและตายจากอุบัติเหตุที่มีสุราเข้าไปเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นเท่าตัว จาก 53,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 145 คน เป็น 348 คนต่อวัน หรือ 127,000 คนต่อปีเลยทีเดียว

ดังนั้นหากรัฐบาลประกาศปลดล็อกเวลาขายน้ำเมาจริง ในส่วนของเครือข่ายเตรียมเคลื่อนไหวทุกจังหวัด

ด้านคุณธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) กล่าวว่าหลังจากที่รัฐบาลได้มีนโยบายให้เปิดสถานบริการที่ตั้งอยู่ในโรงแรมและสถานบริการที่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพฯ ภูเก็ต และชลบุรี โดยกระทรวงมหาดไทย ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดวันเวลาเปิดปิดของสถานบริการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 และมีผลบังคับใช้บังคับแล้วเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 66 นั้น เห็นได้ชัดว่าผลจากการการดำเนินงานในเรื่องนี้เป็นไปตามเจตนารมย์ของรัฐบาลและด้วยความเรียบร้อยเป็นอย่างดี

แต่อุปสรรคที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ได้แก่ พื้นที่โซนนิ่งของสถานบริการ และสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ ไม่ได้รับประโยชน์จากการขยายเวลาปิดของสถานบริการตามกฎกระทรวงดังกล่าว รวมถึงการที่มีกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ยังเป็นอุปสรรคและผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว ดังนั้น กลุ่มของผู้ประกอบการธุรกิจและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และต้องการที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็ว จึงจะมีการการยื่นหนังสือต่อ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ รวมทั้ง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขอให้พิจารณาทบทวนกฎหมาย

โดยเฉพาะการปลดเวลาห้ามจำหน่าย กำหนดโซนการห้ามขายที่ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบัน การขยายเวลาสถารบันเทิงที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว และการยกร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เป็นต้น แต่ก็ยังคงยืนยันในการบังคับใช้กฎหมายที่จะเป็นการป้องกันอุบัติเหตุบนถนนและการป้องกันการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับคนอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์อย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพ

ส่วนการที่มีความตกลงร่วมกันของไทยและจีนยกเว้นวีซ่าสองประเทศ สำหรับนักท่องเที่ยวไทยและจีน (วีซ่าฟรี) ไทย – จีน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 67 นั้น จากที่พูดคุยกับในกลุ่มเครือข่ายและผู้ประกอบการเกี่ยวกับภาคท่องเที่ยวและบริการ ก็เห็นด้วยกับรัฐบาลที่บอกว่า หลังจากที่ได้แถลงข่าว มีนักท่องเที่ยวชาวจีนค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าจากปกติ ผ่านเว็บ ctrip เว็บไซต์บริการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยระบุมีจุดหมายปลายทางแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทยคือกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา และเกาะสมุย ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการที่ถูกเสนอในการฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวภาคกลางคืนที่ผ่านมา คือการขยายเวลาปิดสถานบริการถึงตี 4

คุณธนากร มองว่าวีซ่าฟรีถาวร ไม่ต้องกังวลว่าไทยจะเสียดุล โดยเฉพาะจีน เพราะหากจำนวนที่นักท่องเที่ยวจีนมาไทยเพิ่มจะมีรายได้เข้าประเทศมากขึ้น ขณะที่คนไทยที่เดินไปเที่ยวต่างประเทศอย่างไรก็ไป แต่ก็จะพิจารณาไปเที่ยวจีนแทนมากขึ้น ถือเป็นประโยชน์ให้สองฝ่าย ซึ่งอยากให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้โอกาสนี้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว โดยการเร่งวิเคราะห์มาตรการ หรือกฎหมายที่เป็นอุปสรรค หรือไม่จำเป็นและปรับให้สอดคล้องกับบริบทของการท่องเที่ยวด้วย เช่น การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงบ่ายถึงเย็น เป็นต้น เพราะไม่แค่แต่ชาวจีน นักท่องเที่ยวในหลายประเทศก็คุ้นเคยกับการดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอลล์ในมื้อของการรับประทานอาหาร และนิยมการดื่มกินในเวลายามดึกด้วย

นอกจากนี้ช่วงเวลาเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงอีกไม่กี่วันนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่เป็นการจับจ่ายใช้สอยและการพักผ่อนท่องเที่ยวของประชาชนทั่วไป รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศประเทศไทย ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะสามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศอีกด้วย คาดว่าเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวจะมีการเติบโตเพราะมีเงินสะพัดทั้งระบบจากการจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยว ซึ่งมั่นใจว่าตรุษจีนปีนี้ใช้จ่ายมากกว่าปีก่อน หรือคาดว่าเงินจะสะพัดราว 4-5 หมื่นล้านบาท

ไม่เพียงแค่สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ทางคณะกรรมการอาหารและเครื่องดื่มสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็ได้มีการจัดทำหนังสือและข้อเสนอขอปลดล็อกเวลาห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในเวลา 14.00-17.00 น. ตามกฎหมายเดิม ต่อนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในสัปดาห์หน้า หลังจากกลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบการสถานบันเทิงและธุรกิจกลางคืนมีการเรียกร้องและนำเสนอมาตลอดเช่นกัน

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยด้วยว่ากรมสรรพสามิตกำลังทำการบ้านเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจะรวมไปถึงสุราชุมชนด้วย โดยเป็นการทำให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกว่าเวลามาเที่ยวประเทศไทย ซึ่งบ้านเรามีทั้งร้านอาหารดี ๆ แล้ว ก็ควรจะต้องมีเครื่องดื่มที่ราคาเหมาะสมด้วย ไม่ใช่ราคาลอยอยู่บนฟ้า ก็ต้องทำให้ราคาสามารถจับต้องได้

“ให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่ามาประเทศไทยแล้วเป็นสวรรค์ของการใช้ชีวิต กิน อยู่ ดื่ม ท่องเที่ยว โดยการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ก็น่าจะเป็นระยะยาว เพราะกระทรวงการคลังมองไปถึงเรื่องการลงทุนในธุรกิจหลายๆ ตัวที่คาดว่าจะมีเข้ามามากขึ้นด้วย”

หากเป็นในเรื่องของภาษีที่จะมีผลต่อราคาเครื่องดื่ม นักดื่มอาจจะเห็นด้วย แต่สิ่งที่เป็นข้อกังวลนั่นก็คือการปลดล็อกเรื่องเวลาขายเครื่องดื่มมึนเมาได้ตลอด 24 ชม. จะทำให้ความพยายามในการรณรงค์เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดการเกิดอาชญากรรม เมาไม่ขับ เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน หรืออีกมากมาย จะกลายเป็นความพยายามที่สูญเปล่าหรือไม่ และที่น่าจับตามองก็คือการที่นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นหนึ่งในกรรมการฯ ที่ยกมือเห็นด้วยในการปลดล็อกเงื่อนเวลานี้ มันขัดกับจรรยาบรรณของการเป็นแพทย์หรือไม่ นั่นคือคำถามจากบรรดาผู้คนบนโลกโซเชียลมีเดียส่วนหนึ่ง

ซึ่ง นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่าเบื้องต้น รัฐมนตรีสาธารสุข ยังไม่ได้ตอบรับหรือแสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าว เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานที่ดูแลและคุ้มครองสุขภาพประชาชน จำเป็นต้องพิจารณาทุกอย่างอย่างละเอียดรอบคอบ แต่หากถามถึงเชิงนโยบายนั้น ส่วนตัวไม่ทราบว่าจะตัดสินใจอย่างไร แต่ นพ.นิพนธ์ก็ยืนยันว่าจะมีการหารือถึงประเด็นเรื่องการปลดล็อกเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ในที่ประชุมคณะกรรมการน้ำเมาจริง

“ตัวรัฐมนตรีเอง ท่านก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ แต่เรื่องนี้ก็เป็นนโยบายของรัฐบาล ก็คงต้องบาลานซ์ทั้ง 2 อย่าง” นพ.นิพนธ์กล่าว

บรรดาสายตี้ สายดื่ม ก็คงจะเห็นด้วย ถ้าต่อไปจะสามารถดื่มด่ำรสชาติเครื่องดื่มที่ชื่นชอบได้เมื่อไหร่ก็ได้ เดินเข้าร้านสะดวกซื้อ 24 ชม.ก็ง่ายไปอีก แต่ในอีกแง่มุมของคนที่มองว่าจะเป็นผลเสีย “ที่หากสูญเสียก็คงจะได้ไม่คุ้มเสียหรือไม่” นั่นก็เป็นอีกประเด็นที่น่าคิดตามล่ะว่าไหม??

BTimes