จากกรณีที่ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้เปิดเวทีเสวนา“ภาษีไทย: ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษีเพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการยกเครื่องภาษี ไทยอย่างจริงจัง เพื่อรับมือกับวิกฤตประชากรและปัญหาทางการคลังที่เพิ่มขึ้น หลังจากที่ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายทั้งการคลัง จากวิกฤตโครงสร้างประชากร การขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องมาเกินกว่าสิบปี บวกกับสังคมสูงวัยที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลเตรียมการไว้เป็นทางเลือกสำคัญ
โดยเฉพาะแนวคิดการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ได้รับการถกเถียงมาอย่างต่อเนื่องไม่ว่ากี่รัฐบาลต่อกี่รัฐบาล ซึ่งการปรับภาษี VAT คาดว่าจะสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลถึง 3 แสนล้านบาทต่อปี ควบคู่กับมาตรการลดภาระให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งที่ผ่านมาความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีแนวคิดที่จะเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) โดยวางแผนใน 3 ปีงบประมาณได้แก่ปี 2569 – 2571 จะมีการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ไว้ที่ไม่น้อยกว่า 15.1%
ปัญหาการคลัง ต้นเหตุปรับขึ้นภาษี VAT
ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง มองว่าปัญหางบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง หนี้เพิ่ม ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ หนี้ธุรกิจ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Ageing Society) เศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และต้นทุนที่สูงสำหรับการทำเศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งความโปร่งใสของประเทศไทย ซึ่งองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) รายงานดัชนีว่าลำดับของไทยแย่ลงจากเดิม โดยปัจจุบันประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 116 สะท้อนความเชื่อมั่นในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ถดถอย
กัมพล สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการ มองว่าระบบภาษีอากรถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ทั้งด้านการจัดหารายได้ของรัฐ การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาว ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย โครงสร้างภาษีของประเทศไทยจำเป็นต้องได้รับการพิจารณา
ปิยพัฒน์ สุภาวรรณ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง มองว่า หากไม่มีการปรับโครงสร้างภาษีและเพิ่มรายได้ของรัฐบาลอย่างจริงจัง อาจทำให้การดำเนินนโยบายคลังในระยะยาวต้องเผชิญกับความเสี่ยง และหนึ่งในข้อเสนอคือการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% โดยจะทยอยปรับขึ้นปีละ 1% ภายใน 3 ปี ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลเพิ่มเติมประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาทต่อปี โดยที่ผ่านมาไทยตรึงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% มานานกว่า 33 ปี เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน แต่เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนและ OECD ที่เก็บ VAT ในช่วง 10-25% อัตราของไทยถือว่าต่ำกว่ามาก
ขณะนี้ ภาษี VAT เป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาล คิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้ทั้งหมด หรือประมาณ 900,000 ล้านบาทต่อปี หากปรับขึ้น VAT เป็น 10% คาดว่าจะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับรัฐอีกประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาทต่อปี โดยรายได้ที่มาจากการปรับ VAT จะต้องจัดสรรเข้าสู่บัญชีเงินออมเฉพาะบุคคล เพื่อลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และใช้เป็นแหล่งเงินสำหรับระบบสวัสดิการรัฐ เช่นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งจากข้อมูลในปัจจุบัน ผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพเพียง 600-1,000 บาทต่อเดือน แต่หากมีการจัดสรรจากเงินที่เพิ่มขึ้นในส่วนของ VAT จะสามารถเพิ่มเบี้ยยังชีพให้เป็น 3,000 บาทต่อเดือนได้
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ศึกษาการเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำ และการฟื้นการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งจะเก็บภาษีจากบุคคลสัญชาติไทยและผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย โดยเรียกเก็บ 1,000 บาทต่อคน สำหรับการเดินทางทางอากาศ และ 500 บาทสำหรับการเดินทางทางรถยนต์หรือเรือ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับรัฐประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อปีด้วย
รัฐบาลเตรียมรื้อเพดานลดหย่อนภาษี
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ บอกว่ารัฐบาลมีแผนปรับโครงสร้างเพดานค่าลดหย่อนภาษี โดยกำหนดวงเงินรวมไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี ครอบคลุมกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), กองทุน Thai ESG, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ประกันบำนาญ และบัญชี TISA พร้อมเปลี่ยนวิธีคำนวณสิทธิลดหย่อนให้แตกต่างตามระดับรายได้อย่างชัดเจน
ซึ่งการปรับโครงสร้างค่าลดหย่อนภาษี ครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการ “รีบาลานซ์” สิทธิประโยชน์ทางภาษี ให้เอื้อต่อคนรุ่นใหม่ มนุษย์เงินเดือน และผู้มีรายได้ปานกลางมากขึ้น เพื่อสร้างเงินออมรองรับวัยเกษียณในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ลดภาระการคลังจากการอุดหนุนกลุ่มรายได้สูง โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้สุทธิให้กรมสรรพากรราว 5,000 ล้านบาทต่อปี และยังเป็นแรงหนุนให้เม็ดเงินออมไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทยอีกทาง
ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนในอัตรา 1.3 เท่าของเงินลงทุน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้กลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลางเริ่มออมตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตการทำงาน
ผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนเพียง 0.7 เท่าของเงินลงทุน หายไป 30% ซึ่งสะท้อนแนวคิดการลดการอุดหนุนทางภาษีให้กับกลุ่มที่มีศักยภาพในการออมสูงอยู่แล้ว
หากใช้สิทธิเต็มเพดาน 800,000 บาท ผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีจะสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 1.04 ล้านบาท ขณะที่ผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีจะลดหย่อนได้สูงสุด 560,000 บาท
เพิ่มเก็บภาษีบาป ยกเลิกเก็บภาษีสินค้ามูลค่าต่ำ
รัฐยังมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล โดยเพิ่มจากอัตราที่ใช้อยู่ ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 อีกลิตรละ 1 บาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มประมาณ 33,000 ล้านบาทสำหรับปี 2570 แต่จะพิจารณาให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตเป็นสำคัญ และเพิ่มอัตราภาษีในกลุ่มสินค้าภาษีบาป หรือ Sin Tax ได้แก่ สุรา เบียร์ และยาสูบ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มรายได้ 5,450 ล้านบาทสำหรับปี 2570 ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาษีสินค้าที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณานำแนวคิดภาษีคาร์บอนมาใช้เป็นส่วนประกอบ คาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มเติม 6,000 ล้านบาท รวมถึงการจัดเก็บภาษีจากสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอีก 320 ล้านบาท เป็นต้น
ตลอดจนยกเว้นการจัดเก็บอากรขาเข้าจากสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ตามหลักเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำ (De Minimis) ซึ่งเป็นมาตรการที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐอีกประมาณ 3,000 ล้านบาทภายในปี 2570 พร้อมทั้งลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสินค้านำเข้ากับสินค้าที่ผลิตในประเทศด้วย
เก็บภาษีคนไทย ต้องเก็บต่างชาติด้วย
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 การบังคับใช้ Global Minimum Tax ในอัตราขั้นต่ำ 15% โดยเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เดิมใช้นโยบายลดหย่อนภาษีที่มีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าเกณฑ์สากล ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐบาล โดยตั้งเป้ารายได้ 8,400 ล้านบาทในปี 2570 โดยเป้าหมายหลักคือให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีรายได้รวมทั่วโลกตั้งแต่ 750 ล้านยูโรต่อปี ต้องเสียภาษีในระดับใกล้เคียงกัน ไม่ว่าดำเนินธุรกิจในประเทศใด ลดการโยกย้ายกำไรไปยังประเทศภาษีต่ำ
ขณะที่ผู้ประกอบการไทย แม้อัตราภาษีนิติบุคคลจะอยู่ที่ 20% แต่สิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนทำให้หลายบริษัทมีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่า 15% หากไม่มีการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ส่วนต่างดังกล่าวจะถูกประเทศที่เป็นที่ตั้งของบริษัทแม่เรียกเก็บแทน รัฐบาลจึงออกพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เพื่อรักษาฐานรายได้ภาษีไว้ในประเทศ
การยกเครื่องระบบภาษีครั้งใหญ่ อาจจะไม่ใช่เรื่องถูกใจประชาชน เพราะผลกระทบที่ตามมาไม่ได้มีแค่รายได้รัฐบาลเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงประชาชน ธุรกิจ และเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้นสิ่งที่รัฐต้องคำนึงคือแผนมาตรการบรรเทาผลกระทบควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะผลต่อค่าครองชีพ กำลังซื้อ และการบริโภคของเอกชน หากหลักใหญ่ใจความสำคัญคือความอยู่รอดและความยั่งยืนในระยะยาว…