นายกฯ อินเดียเซ็นดีลการค้าเสรีครั้งใหญ่กับสหภาพยุโรป เปิดตลาดรวม 28 ประเทศกับ 2 พันล้านคน เป็น 25% ของขนาดศก.โลก มากถึง 33% ของการค้าโลก ดันการค้าทั้งคู่รวมกว่า 4 ล้านล้านบาท

นายกฯ อินเดีย เซ็นดีลการค้าเสรีครั้งใหญ่กับ สหภาพยุโรป เปิดตลาดรวม 28 ประเทศกับ 2 พันล้านคน เป็น 25% ของขนาดศก.โลก มากถึง 33% ของการค้าโลก ดันการค้าทั้งคู่รวมกว่า 4 ล้านล้านบาท

นายกรัฐมนตรีอินเดีย นายนาเรนทรา โมดิ เปิดเผยว่า รัฐบาลอินเดียบรรลุข้อตกลง และลงนามการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ กับกลุ่มสหภาพยุโรป หรืออียูที่มีประเทศสมาชิกรวมทั้งหมด 27 ประเทศ ความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นการเปิดเขตการค้าเสรีความยิ่งใหญ่ของประเทศอินเดียและกลุ่มอียูซึ่งใช้เวลาการเจรจามาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ส่งผลให้ข้อตกลงการค้าเสรีดังกล่าว ทำให้ทั้งอินเดีย และ 27 ประเทศสมาชิกอียู เปิดตลาดการค้าซึ่งกันและกัน รวมเป็น 28 ประเทศ นั่นหมายถึงกลุ่มที่อยู่กับกายเป็นเขตเศรษฐกิจคู่ค้าที่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของอินเดีย ในขณะที่ประเทศทั่วโลกเฝ้าจับตามองว่า ข้อตกลงเขตการค้าเสรีในครั้งนี้เปรียบเสมือนกับมารดาแห่งการเจรจาทั้งหมด

นอกจากนี้ กลายเป็นตลาดการค้าเสรีที่มีประชากรรวมกันกว่า 2,000 ล้านคน ที่สำคัญ มูลค่าการค้าของข้อตกลงในครั้งนี้ คิดเป็น 25% ของมูลค่าขนาดเศรษฐกิจโลก รวมถึงคิดเป็น 1 ใน 3 หรือมากกว่า 33% ของมูลค่าการค้าโลก และจะทำให้มูลค่าการค้าระหว่างอินเดีย และกลุ่มอียูในปีที่ผ่านไป ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 140,000 ล้านเหรียญยูโร หรือกว่า 4 ล้านล้านบาท จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต

ความสำเร็จในครั้งนี้ของทั้งอินเดียและกลุ่มอียูสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของประเทศ หรือเขตเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ของโลก ซึ่งตกเป็นเป้าหมายในการใช้มาตรการภาษีต่างตอบแทน หรือ Reciprocal Tariffs ของประธานาธิบดีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีการจัดเก็บอัตราภาษีในระดับสูง และยังคงมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในการทำการค้ากับสหรัฐอเมริกา ดังนั้น จึงได้มีความพยายาม และเร่งรีบในการเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ เพื่อที่จะรองรับและบริหารจัดการความเสี่ยง และความไม่แน่นอนจากการค้าระหว่างประเทศที่มีความตึงเครียดตลอดเวลา โดยเฉพาะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับกลุ่มสหภาพยุโรป

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 มกราคมผ่านมา รัฐบาลอินเดียกับกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งมีทั้งหมด 27 ประเทศสมาชิกเกี่ยวกับอินเดีย ได้ปรับลดอัตราภาษีศุลกากร หรือภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ผลิตจากประเทศยุโรป ส่งผลให้ในปัจจุบันเก็บในอัตราสูงถึง 110% จะลงมาเหลือที่ 40% หรือปรับลดลงมากถึง 70% อัตราภาษีนี้จะใช้สำหรับรถยนต์ที่นำเข้าจากกลุ่มสหภาพยุโรปในราคาที่สูงกว่าคันละ 15,000 เหรียญยูโร หรือ 17,739 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 558,800 บาท นอกจากนี้ อัตราภาษีดังกล่าวจะได้รับการปรับลดเหลือเพียง 10% ในช่วงระยะยาวต่อไป

สำหรับรถยนต์ใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้า 100% หรือรถบีอีวีนั้น รัฐบาลอินเดียเปิดเผยว่ามาตรการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าดังกล่าวจะไม่มีผลบังคับใช้กับการนำเข้ารถบีอีวีจากต่างประเทศ รัฐบาลอินเดียเก็บอัตราภาษีนำเข้าสูงสำหรับรถบีอีวีในช่วงระยะเวลา 5 ปีแรก เพื่อเป็นการปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศอินเดีย ได้แก่ ทาทา มอเตอร์ และมหินทรา อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านพ้น 5 ปีแรกไปแล้ว อัตราภาษีที่เก็บกับการนำเข้ารถบีอีวีจากต่างประเทศจะได้รับการปรับลดลง ซึ่งยังไม่มีมีการระบุอัตราภาษีที่ลดลงในเวลานี้

ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นการเปิดตลาดรถยนต์ต่างประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีตลาดรถยนต์ใหญ่อันดับ 3 ของโลก ด้วยยอดขายในปีที่ผ่านไปมากถึง 4.4 ล้านคัน ตลาดรถยนต์อินเดียเป็นรองจากอันดับ 1 สหรัฐอเมริกา และอันดับ 2 จีน มาตรการดังกล่าวส่งผลดีต่อค่ายผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์สัญชาติยุโรป ได้แก่ โฟลค์สวาเก้น เมอร์ซิเดสเบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู และเรโนลต์ ซึ่งจะทำให้รถยนต์ 4 แบรนด์ใหญ่ของยุโรปสามารถเปิดตลาดเข้าสู่ประเทศอินเดียได้มากขึ้น ในปัจจุบันรถยนต์แบรนด์ยุโรปมีส่วนแบ่งตลาดน้อยกว่า 4% ของทั้งตลาดรถยนต์ในประเทศอินเดีย ในขณะที่มีสามแบรนด์ใหญ่ที่มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากถึง 2 ใน 3 ของตลาดรถยนต์ทั้งหมดในอินเดีย ได้แก่ แบรนด์รถญี่ปุ่นซูซูกิ มอเตอร์ และอีก 2 แบรนด์สัญชาติอินเดีย ได้แก่ ทาทา มอเตอร์ และมหินทรา

อินเดียและสหภาพยุโรปคาดว่า ภายในวันอังคารที่ 27 มกราคมนี้ จะสามารถประกาศข้อสรุปของการเจรจาข้อตกลงดังกล่าว หลังจากที่ยืดเยื้อมานาน ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอินเดียและกลุ่มสหภาพยุโรปในครั้งนี้ ส่งผลให้อินเดียสามารถส่งออกสินค้า สำคัญได้แก่เครื่องนุ่งห่มและอัญมณีเข้าไปยังตลาดกลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียู เนื่องจากสินค้าในกลุ่มดังกล่าวของอินเดียได้รับการจัดเก็บอัตราภาษีต่างตอบแทน หรือ Reciprocal Tariffs สูงถึง 50% จากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

ในช่วงตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียได้นำเสนอมาตรการลดการจัดเก็บภาษีนำเข้า เหลือเพียง 40% โดยให้มีผลทันทีกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปหรือรถไอซีอีโดยจำกัดโควตานำเข้าอยู่ที่ปีละ 200,000 คัน อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวในรัฐบาลอินเดียเปิดเผยเพิ่มเติมว่าจำนวนโควตาที่จำกัดไว้ปีละ 200,000 คันอาจมีการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งถึงนาทีสุดท้ายก่อนที่จะถึงวันอังคารที่ 27 มกราคมนี้

ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจอินเดียที่เติบโตอย่างรวดเร็วและโดดเด่นในอันดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจมากกว่า 6% ซึ่งสูงกว่าประเทศจีนที่เติบโต 5% ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 ของเอเชียและอันดับ 2 ของโลก นอกจากนี้ อินเดียยังเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก โดยมีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน ซึ่งมากกว่าประเทศจีนนับตั้งแต่เป็นปี 2024 ที่ผ่านมา ทำให้มีการคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์ในประเทศของอินเดียจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 6 ล้านคันภายในปี 2030 ดังนั้น ค่ายรถยนต์จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทั้งญี่ปุ่น เช่น ซูซูกิ ซึ่งเป็นเจ้าตลาดในอินเดีย โตโยต้า ฮอนด้า และแบรนด์รถยนต์จากสหภาพยุโรปล้วนตัดสินใจที่จะมีการเข้าไปลงทุนผลิตรถยนต์ภายในประเทศอินเดียกันอย่างคึกคัก

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles